คงเคยได้ดูกันมาบ้างใช่มั้ยครับ รายการที่สอนให้คนเลิกประพฤติชั่ว ถ้าทำชั่วต่อไปจะต้องรับโทษตามกฎแห่งกรรมนะ

จริงๆมันก็ดีนะ สอนให้คนรู้จักละอายต่อบาป

แต่ผมไม่ชอบเอาซะเลย

สาเหตุก็เพราะช่วงนี้มีรายการเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้อยู่รายการหนึ่ง เอาคนมาเล่าว่าเคยทำอะไรและต้องรับผลยังไง

คนที่มาเล่าก็มักจะบอกว่าตอนเด็กๆเคยทำบาปทำกรรมโน่นนี่นั่น ผ่านไปอีกยี่สิบสามสิบปีถึงรับกรรม

ปัญหาก็คือ กฎแห่งกรรมของรายการ กับ กฎแห่งกรรมในทางพุทธที่เคยบวชเรียนมามันไม่ตรงกัน

ในรายการเคยมีอยู่ตอนหนึ่ง ที่มีชายคนหนึ่งเอาไม้ทุบตีภรรยา ตีเข้าไปที่หน้าจนเป็นแผล

หลังจากนั้นไม่นาน ชายคนนั้นก็ไปกินเหล้ากับเพื่อน แล้วก็เมา จากนั้นก็ขับรถกลับบ้าน รถก็เลยล้ม

แล้วบังเอิญมีแผลที่หน้าเหมือนตอนที่เคยตีภรรยา(หมายถึงแค่มีแผลที่หน้าเหมือนกัน รูปแผลไม่ได้เหมือนกันหรอก)

รายการก็สอนว่า เห็นมั้ย ไปทุบตีคนอื่น สุดท้ายก็เลยรถล้มได้รับบาดเจ็บเหมือนกันเลย

แต่ความจริงแล้ว ผมว่ามันไม่ใช่!!

กฎแห่งกรรมจริงๆนั้นบอกว่า ทำอะไร ก็ย่อมได้รับผลแบบนั้น

ถ้าคุณตีคนอื่น ผลก็คือ คนอื่นเจ็บ คนอื่นแค้น ส่วนเค้าจะเอาคืนมั้ยมันไม่เกี่ยวกัน

ถ้าคุณกินเหล้า ผลก็คือ คุณเมา

ถ้าคุณเมาแล้วขับ ผลก็คือ คุณมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ นี่ต่างหากคือกรรมของเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับที่ไปตีคนอื่นหรอก

อย่างตอนล่าสุดที่เคยได้ดูนั้น คนเล่าบอกว่าตอนเด็กชอบแกล้งคางคกโดยเอาประทัดยัดปากคางคกแล้วจุด

พอผ่านไปนานหลายสิบปีมาก ตัวเองมาทำงานอะไรซักอย่างแล้วเครื่องเกิดระเบิดใส่หน้า ก็พาลนึกไปถึงคางคกที่เคยแกล้ง

กรรมจริงๆของเค้าคือการที่ไม่ยอมตรวจสอบอุปกรณ์ให้ดีก่อนปฏิบัติงานต่างหาก

ถึงคุณจะเคยแกล้งคางคกมาก่อน แต่ถ้าตรวจสอบอุปกรณ์ให้ดีก่อนทำงานมันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้มั้ยล่ะ??

ผมคิดว่าเรากำลังปลูกฝังกฎแห่งกรรมที่ผิดๆกันอยู่นะครับ

ช่วงนี้ใครที่เดินผ่านโรงหนังก็จะเห็นตัวอย่างหนังผีเรื่องใหม่เรื่อง มหาลัยสยองขวัญ ใช่มั้ยครับ

ในฐานะที่เคยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเรื่อง ผมขอนำเรื่อง"จริง"ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจะนำมาเป็นหนังมาเล่าให้ฟัง

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้อยู่ในส่วนของเรื่อง"ศาลในห้องน้ำหญิง "ครับ

เนื้อหาจะไปตรงกับเนื้อเรื่องในหนังหรือไม่ผมไม่ทราบเพราะว่ายังไม่เคยดูเหมือนกัน ถ้าหากบังเอิญไป SPOILED ใครเข้าก็อย่าว่าผมเลยนะ ก็คนทำหนังเค้าอยากไม่ดัดแปลงบทเองนี่นา

แต่คงไม่ SPOILED หรอกมั้ง เพราะว่าเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนี้เอง แล้วก็ไม่ได้ดังขนาดที่เด็กๆจะเอามาเล่าต่อๆกัน

เข้าเรื่องล่ะ

เรื่องตามตำนานที่เคยกล่าวขานกันไว้มีอยู่ว่า มีคู่รักคู่หนึ่งเป็นสาวสถาปัตย์กับหนุ่มวิศวะ ทั้งสองคนรักกันมาก

มาวันหนึ่ง หนุ่มวิศวะอยู่ดีๆก็บอกเลิกกับแฟนสาว แปนสาวทำใจไม่ได้จึงมาผูกคอตายในห้องน้ำหญิงตึกที่แฟนหนุ่มเรียนอยู่

จากวันนั้นเป็นต้นมา กลางค่ำกลางคืนผู้คนที่ผ่านไปแถวนั้นก็จะเห็นหญิงสาวผู้นั้นแวะเวียนมาทักทาย

และแน่นอนว่าเรื่องระดับตำนาน ไม่มีการมาปรากฏกายแค่ครั้งสองครั้งแน่นอน

ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ล้ว ผมขอเล่าเรื่องที่มีมานานหลายปีแล้วก่อนนะครับ

เรื่องที่หนึ่ง
มีนักศึกษาสองคนทำโปรเจคอยู่ด้วยกันที่"ตึกสิบสอง" ตอนนั้นก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ในคณะไม่มีคนเดินอยู่เลย
ทั้งสองคนเอามอ'ไซค์มาคนละคันเพราะว่าอยู่กันคนละหอ
หลังจากที่ร่ำลากันเสร็จนักศึกษาคนหนึ่งก็ขึ้นรถของตัวเองและขับออกไปโดยมีนักศึกษาอีกคนตามมาติดๆ จังหวะที่ขับผ่านหน้า"ตึกA" ซึ่งเป็นตึกที่เป็นตำนานนั้นเอง
นักศึกษาคนที่ขับนำหน้าอยู่นั้นได้เหลือบไปมองกระจกข้างของมอเตอร์ไซค์ตนเอง และก็ได้พบว่า..
เพื่อนของตนที่ขับตามมาอยู่นั้น เค้าไม่ได้ขับมาคนเดียว ยังมีผู้หญิงซ้อนท้ายรถเค้ามาอีกหนึ่งคน
หญิงคนนั้นไม่ใช่คนปกติธรรมดาแน่ๆ ก็คนที่ไหนล่ะจะมีมือที่ลากยาวจนถึงพื้นดินได้
ว่าแล้วนักศึกษาคนนั้นก็บึ่งรถของตัวเองออกไปโดยไม่สนใจเพื่อนตัวเองเลย ทิ้งให้เพื่อนสงสัยว่าจะรีบไปไหนวะ
จนเช้าขึ้นมาถึงได้เล่าให้เพื่อนฟัง โชคดีที่เค้าแค่ปรากฏตัวให้เห็นเท่านั้น ไม่ได้มาทำอะไร

เรื่องที่สอง
หลังจากกิตติศัพท์ของ"ห้องน้ำหญิงตึกA"ดังไปทั่วสารทิศ ก็ได้เริ่มก่อเกิดคนหลายๆคนที่อยากลองดี
บางคนมาแล้วก็ไม่เจออะไร ก็ถือว่าโชคดีไป แต่บางคนล่ะ...
เรื่องมันมีอยู่ว่า มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งอยากลองดี ตอนกลางคืนก็ได้นัดรวมตัวกันที่ใต้ตึกA
เมื่อถึงเวลาก็ให้ขึ้นไปเอาของที่เตรียมไว้ในห้องน้ำหญิงเมื่อตอนกลางวันลงมาคนละชิ้น
คนแรกขึ้นไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่สอง คนที่สามก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั่งคนสุดท้ายขึ้นไป ก็ลงมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไอ้คนนี้ก็เลยพูดขึ้นมาว่า "เออ เนี่ยไม่เห็นมีอะไรเลยวะ กูขึ้นไปส่องกระจกล้างหน้าอย่างสบายใจเลยว่ะ"
เพื่อนๆในกลุ่มเริ่มหน้าซีด คนหนึ่งในกลุ่มก็พูดขึ้นว่า...
"ห้องน้ำนั้นมันไม่มีกระจกซักหน่อยมึง แล้ววันนี้การประปาก็ประกาศว่างดจ่ายน้ำเพราะจะทำท่อด้วย"
......แล้วที่พ่อหนุ่มคนนี้เค้าเห็นล่ะ มันคืออะไร

เรื่องที่สาม
ช่วงเปิดเทอมใหม่ของมหาลัยมักจะมีกิจกรรมกันจนถึงหัวค่ำเพื่อต้อนรับน้องใหม่
ด้วยประเพณีอันดีที่พี่ทำให้น้อง เมื่อพาน้องมาทำกิจกรรมก็ต้องไปส่งน้องด้วย
และเด็กปีหนึ่งหลายๆคนก็มักจะยังไม่อยู่หอกัน จะยังอยู่บ้านอยู่เหมือนตอนเรียนมัธยม
แต่ด้วยหน้าที่พี่ที่ดี พี่ๆก็เลยไปจัดหารถไปส่งน้องให้ อาจจะไม่ถึงหน้าบ้าน แต่ก็ใกล้บ้านล่ะ
บางครั้งหลังจากส่งน้องเสร็จกรถติดอีก กว่าจะถึงมหาลัยก็ประมาณสามสี่ทุ่ม
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่รถติด นักศึกษากลุ่มหนึ่งไปส่งน้องและเพิ่งจะกลับถึงมหาลัยประมาณสี่ทุ่ม
"เฮ้ย เดินตัดหลังตึกA ดีกว่าว่ะ ใกล้ดี" ใครซักคนในกลุ่มพูดขึ้น
"จะดีหรอวะ น่ากลัวนะเว้ย"  
"เออน่า ไม่เป็นไรหรอก ผีเผอมันมีจริงที่ไหน"
เมื่อเพื่อนพูดอย่างนั้นก็เอาวะ หลายๆคนก็กลั้นใจเดินผ่านทั้งๆที่กลัวใจจะขาด
ขณะที่เดินผ่านหลังตึกA อยู่นั่นเอง พ่อหนุ่มปากดีคนนั้นก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ อยู่ดีๆก็อยากจะเงยหน้ามองไปบนตึก
นี่เค้าเรียกว่าผีดลใจรึเปล่านะ เพราะเมื่อชายผู้นั้นแหงนหน้าขึ้นไปมองบนตึกก็เห็นเป็นเงาร่างคนกำลังมองลงมา
ตำแหน่งที่ยืนของร่างนั้นเกือบๆจะสุดขอบของระเบียงตึกแล้ว แถมไม่มีขอบกันด้วยเพราะไม่ใช่ระเบียงทางเดิน
ไฟบนตึกก็ดับอยู่ทุกดวง มีแต่ไฟสลัวๆจากถนนๆเท่านั้นที่ส่งไปบนตึก
คนที่ไหนมันจะมาอยู่บนตึกตอนนี้วะ แถมยังกล้ายื่นหน้าออกมาทั้งๆที่ยืนบนระเบียงไร้ขอบกั้นแบบนั้น
ถ้าจะมี..... ก็คงไม่ใช่คน

เรื่องที่สี่
ลิฟท์บนตึกนี้มักจะมีอะไรแปลกๆอยู่เสมอ บางทีกดชั้นสามก็ไปจอดชั้นห้า
บางทีอยู่ชั้นห้ายังไม่ทันกดอะไรลิฟท์ก็เปิดเอง และอีกบางที ปุ่มกดเลขห้าในลิฟท์มักจะแตกโดยไม่ทราบสาเหตุ
วันนั้นเป็นวันที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังเตรียมตัวทำค่ายในมหาลัย 
 ทั้งๆที่เป็นเวลาสี่โมงเย็น แต่ว่าช่วงเวลาเป็นปิดเทอมทำให้ไม่ค่อยมีใครอยู่ในคณะมากนัก บรรยากาศจึงวังเวง
งานวันนี้คือต้องเอาของไปไว้ที่ชั้นสาม ซึ่งของก็ไม่ได้มากมายอะไร ขนสองสามรอบก็หมดแล้ว
แต่เมื่อขนของมาไว้ในลิฟท์ และกดชั้นสามลิฟท์กลับไม่ยอมจอดที่ชั้นสาม กลับไปจอดที่ชั้นห้าแทน
"โอเค งั้นเรากดชั้นสามอีกทีก็ได้ ลิฟท์มันคงรวน" คงเป็นใครซักคนในลิฟท์พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
หลังจากนั้น เหตุการณ์ก็ปกติ ลิฟท์จอดที่ชั้นสามและนักศึกษากลุ่มนั้นก็ขนของออกไปจากลิฟท์
แต่..... คนปกติเวลาขนของออกจากลิฟท์มักจะกด Hold ไว้แล้วก็ขนของออกจากลิฟท์มาให้หมดก่อน
จากนั้นจึงจะขนของที่อยู่หน้าลิฟท์ไปยังเป้าหมาย
แต่เด็กๆกลุ่มนี้เห็นว่าเป็นช่วงปิดเทอม ไม่มีคนใช้ลิฟท์ ก็เลยกด Hold แล้วขนของจากลิฟท์ไปยังจุดหมายเลย
เมื่อเด็กกลุ่มนั้นขนของรอบแรกออกจากลิฟท์ไปยังจุดหมายก็กลับมาที่ลิฟท์เพื่อจะขนของที่ยังค้างอยู่ข้างใน
แต่ก็เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น ภาพที่เด็กกลุ่มนั้นเห็นอยู่กลับเป็นภาพข้าวของที่ยังค้างอยู่ในลิฟท์ถูกโยนออกมา
ของค่อยๆถูกโยนออกมาทีละชิ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่ามีคนอยู่ข้างใน
ทุกคนในกลุ่มวิ่งไปที่ลิฟท์เพื่อดูว่าใครกันนะช่างกล้ามาโยนของของเราออกจากลิฟท์ซะนี่ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ลิฟท์ถูกปิดและเลื่อนขึ้นไปยังชั้นห้า ชั้นที่เคยมีนักศึกษาผูกคอตายในห้องน้ำ
ในขณะนั้น ไม่มีใครคิดถึงเรื่องผีเลยแม้แต่น้อย หากแต่คิดว่ามีคนมาแกล้งพวกตนเล่นๆ
ทุกคนวิ่งขึ้นไปที่ชั้น5 โดยทิ้งคนนึงไว้คอยดูความเคลื่อนไหวของลิฟท์ที่ชั้นสาม
เมื่อไปถึงชั้นห้า ก็พบว่าลิฟท์เปิดค้างไว้อยู่ แต่ไม่มีแม้แต่เงาคน
ทุกคนต่างก็เข้าไปขนของออกมาจากลิฟท์ก่อน จากนั้นก็เริ่มค้นตามห้องเพื่อดูว่าใครที่เป็นคนแกล้งพวกตน
ห้องเรียนต่างๆนั้นถูกล๊อกจากภายนอกในช่วงปิดเทอม เมื่อลองสำรวจดูก็ไม่พอร่องรอยที่จะมีคนเข้าไปได้
และทุกห้องก็เป็นเหมือนกันหมด ไปดูตรงระเบียงก็ไม่มีคนแอบอยู่ บันไดก็มีให้ขึ้นลงเพียงทางเดียว
ถ้าจะมีคนหนีไปทางบันไดอย่างเร็วที่สุดก็ไม่มีทางพ้นสายตาพวกเขาไปได้แน่ๆ
ถ้าอย่างนั้นจะเหลือที่ที่พอจะแอบซ่อนได้ก็เพียงห้องน้ำ พวกเขาเริ่มเข้าไปค้นหาในห้องน้ำชายก่อน
ห้องน้ำชายว่างเปล่า!!!
ห้องสุดท้ายแล้วสินะ ห้องน้ำหญิง ทุกคนเดินไปล้อมที่หน้าห้องน้ำหญิง มั่นใจว่าคนที่แกล้งพวกเข้าต้องอยู่ในนั้น
เมื่อเปิดประตูออกมา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาก็คือของชิ้นหนึ่งที่พวกเขาขนออกมา และศาล
ศาลที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาสูงเกือบติดเพดาน มีผ้าหลายสีพันอยู่ ธูปจำนวนหลายดอกซึ่งดับหมดแล้ว
มีพวงมาลัยแห้งๆแขวนเอาไว้มากมาย มีรูปภาพวางอยู่ แต่อยู่สูงมากประกอบกับฝุ่นจับหนาจึงมองเห็นรูปไม่ชัด
และที่สำคัญ ฝ้าเพดานพังลงมาส่วนหนึ่งเหมือนมีคนไปดึงให้ฝ้าเพดานส่วนนั้นโดดเด่นกว่าส่วนอื่น
เหมือนจะเป็นการยืนยันว่าตำแหน่งนั้นเคยมีคนผูกคอตายมาก่อน
พวกเขาเข้าไปเปิดห้องน้ำออกดูทีละห้องๆ ก็ไม่พบแม้แต่เงาคน จึงตัดสินใจหยิบของแล้วเดินออกมา
หลังจากเาอข้าวของลงมาเก็บที่ชั้นสามเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินลงมาที่ชั้นหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายคือพี่ยาม
"พี่ เมื่อก๊๊นี้นอกจากพวกผมแล้วมีใครขึ้นไปบนตึกอีกมั้ย"
คำตอบที่ได้รับฟังทำให้พวกเขาแทบช๊อก "ก็ไม่มีนะ ทางเข้าออกตึกนี้ก็มีทางเดียว พี่ก็นั่งเฝ้าอยู่ตลอด"
หลายวันถัดมา...
"กูถามจริงๆเหอะ ตอนมึงเปิดห้องน้ำดูทีละห้องน่ะ มึงไม่กลัวหรอวะ"
"เออว่ะ ตอนนั้นอารมณ์กูกำลังโมโหคิดว่ามีคนแกล้ง"
"แล้วถ้าเป็นตอนนี้ให้มึงเข้าไปเปิดห้องน้ำดูทีละห้องอีกมึงจะทำมั้ย"
"กูขอหยิบของแล้วรีบออกมาดีกว่าว่ะ กลัวว่าห้องสุดท้ายจะกลายเป็นแจ๊กพ็อต - -" "

 นอกจากสี่เรื่องที่กล่าวมานั้นก็จะมีเรื่องอื่นๆอีกอย่างละเล็กละน้อย เอาไว้วันหลังหากมีเวลาจะมาเล่าให้ฟังอีก
แต่ตอนนี้ ผมขอตัดข้ามเวลามาเมื่อปีก่อน เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนกับเพื่อนของผมเองเลย

เรื่องสุดท้าย
มีรุ่นพี่ชมรมบาสฯคนหนึ่งซึ่งจบไปแล้วกลับมาเที่ยวแถวๆมหาลัย ก็นั่งกินเหล้ากับเพื่อนกับแฟนอยู่
ระหว่างที่กินเหล้าก็เล่าเรื่องผีที่เคยเกิดขึ้นที่ตึกนี้ให้แฟนเค้าฟัง
"หรอออ อยากไปเห็นจังเลย" แฟนของเขากล่าวขึ้นหลังจากที่เล่าเรื่องผีให้ฟังเสร็จแล้ว
"ตัวเองพาเค้าไปนะๆๆๆ" ในเมื่อแฟนรบเร้าขนาดนี้ก็.... เอาวะ คงไม่เป็นไรหรอกมั้งแค่ไปดูห้องน้ำแล้วก็กลับ
เขาขับรถพาแฟนเข้าไปคณะ แต่เมื่อเข้าคณะมาปุ๊บ แฟนสาวของเขาก็กรี๊ดลั่น
ภาพที่แฟนสาวของเขาเห็นอยู่คนเดียวนั้นเป็นคนยืนโบกรถอยู่ในชุดนักศึกษาสาว
ส่วนหน้าตานั้น..... เอาเป็นว่าดูรู้ว่าเป็นผีก็แล้วกัน และไม่ได้เจอแค่ครั้งเดียว เมื่อขับรถผ่านก็มีมาดักข้างหน้าอีก
หันไปซ้ายก็เจอผี หันไปขวาก็เจอผี ไม่ว่าจะมองไปที่ใดก็เจอแต่ผีมาดักข้างหน้า
ฝ่ายชายหนุ่มก็เริ่มสับสน ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆแฟนสาวของตัวเองก็กลัวขึ้นมา ได้แต่ขับรถไปเรื่อยๆพร้อมกับหาวิธี
เค้าก็เริ่มคิดได้ว่า ควรจะไปขอขมาแต่วิญญาณที่แฟนสาวได้แสดงความอยากเจอเอาไว้
แต่ครั้นจะไปคนเดียวก็คงไม่ดี จึงขับรถเลยจากตึกA ไปนิดหน่อยเพื่อไปหาน้องชมรมบาสฯ
ยังไม่ทันถึงที่หมายแฟนสาวก็ตกใจและช๊อกจนเป็นลมไปสี่รอบแล้ว ชายหนุ่มก็หอบหิ้วแฟนมาอย่างทุลักทุเล
วันนั้นบังเอิญชมรมบาสฯกลับไม่มีคนอยู่เลยซักคน เขาจึงไปขอร้องชุมนุมวิชาการให้ไปเป็นเพื่อน
ชุมนุมวิชาการในวันนั้นมีกันอยู่ห้าคน ก็ยกพวกกันไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือรุ่นพี่ที่กำลังลำบากอยู่
แม้ในใจจะกลัวเข้าขั้นรุนแรงก็เถอะ
"พี่ยาม ผมขอขึ้นไปบนตึกได้มั้ยครับ" เด็กวิชาการคนหนึ่งขอร้องยาม
"ไม่ได้หรอก ช่วงนี้ของหายบ่อย ถ้ามีอะไรหายขึ้นมาล่ะก็พี่ซวยเลยนะ"
"น่านะพี่ ช่วยหน่อยเหอะ พี่ผู้หญิงคนนี้เค้าเป็นลมไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เนี่ยต้องขึ้นไปขอขมาที่ศาลข้างบนน่ะ"
"ไม่ได้หรอก ยังไงก็ไม่ได้"
หลังจากรบเร้าอยู่นาน ประกอบกับหญิงสาวผู้นั้นก็เจอผีอยู่ตลอดเวลา ทั้งกรี๊ดทั้งสลบสลับกันไป ในที่สุด..
"โอเคๆ แต่เดี๋ยวพี่ขึ้นไปด้วยก็แล้วกัน ให้ยามอีกขึ้นเฝ้าข้างล่าง"
ทั้งหมดอัดกันเข้าไปในลิฟท์ทั้งหมด กดลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังชั้นห้า ลิฟท์ก็ไม่มีปัญหา ปกติชอบจอดชั้นห้าอยู่แล้ว
แต่เหมือนดั่งผีกลั่นแกล้ง เมื่อลิฟท์จอดปุ๊บ ไฟข้างนอกมืดสนิท มีเพียงแต่แสงจากลิฟท์เท่านั้น
"อ่ะ เดี๋ยวขอพี่เปิดไฟฉายก่อนนะ...... อ้าวๆ ไม่ติดแฮะ" ไฟฉายกระบอกเดียวที่เตรียมมาของยามกลับมาดื้อซะนี่
"งั้น พวกน้องก็รออยู่บนนี้ เดี๋ยวพี่ลงไปเปลี่ยนถ่านก่อน"
แต่ทว่าไม่มีใครที่จะยอมรอยามอยู่ชั้นบนเลยซักคน ไม่มีใครก้าวขอออกจากลิฟท์เลยแม้แต่คนเดียว
ลิฟท์ลงมาจอดที่ชั้นหนึ่ง ทุกคนก้าวออกจากลิฟท์อย่างรวดเร็ว มาถึงตอนนี้หญิงสาวคนนั้นก็เลิกเห็นผีไปแล้ว
ทุกคนเห็นหญิงสาวคนนั้นไม่กร๊๊ดไม่เห็นผีแล้วก็โล่งอก จึงบอกยามว่าไม่ต้องขึ้นไปแล้วแหละ
"เสียดายจัง นึกว่าจะได้เห็นห้องน้ำซะอีก"
เมื่อความกลัวหายไป ความปากพล่อยก็กลับมาแทนที่เหมือนดั่งเคย
ประตูลิฟท์ที่ปิดสนิทอยู่ดีๆก็เปิดๆปิดๆแบบไม่ต้องมีคนกด ไฟทั้งในลิฟท์และบนชั้นหนึ่งกระพริบไม่เป็นจังหวะ
โชคยังดีที่คนอื่นๆเห็นแค่นั้น แต่เป็นโชคร้ายของหญิงสาวที่ต้องเห็นภาพอย่างอื่นแถมมาด้วย
เป็นภาพนักศึกษาสาวในร่างที่ไม่ใช่คนอยู่ในลิฟท์ และกำลังมองมาทางเธอเหมือนจะเอาเรื่อง
หญิงสาวจึงกรี๊ดสลบไปอีกครั้งหนึ่ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อาจจะไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่คิดว่าน่าจะเพิ่มความน่ากลัวให้กับหนังได้หล่ะครับ แหะๆๆ
หากว่างๆผมจะเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เคยได้ยินมาเล่าอีกครับ มหาลัยผมเรื่องน่ากลัวเยอะ

8 ตุลาคม 2552

posted on 08 Oct 2009 11:17 by monkeymonkey  in ramble

วันนี้มีหมอกลงเต็มเมืองเลย จนตอนนี้บ่ายสองโมงครึ่งแล้วก็ยังมีอยู่แบบไม่จางมากนัก

ถ้าเดินอยู่ตามท้องถนนอาจจะไม่ทันสังเกตว่ายังมีหมอกอยู่

แต่จากมุมมองของคนที่ทำงานอยู่บนชั้น19 จะเห็นได้ชัดว่าหมอกนั้นยังปกคลุมเต็มเมืองไปหมด

วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆเยอะ ส่งผลให้แดดที่ส่องลงมายังพื้นดินนั่นอ่อน

แอร์ในออฟฟิศเย็นมาก ได้แดดอ่อนๆเข้ามาเพิ่มความอบอุ่นให้นิดหน่อย ประกอบกับภาพที่มองผ่านหน้าต่างไปแล้วมันมัวๆเนื่องจากหมอก

ส่งผลให้วันนี้ไม่เป็นอันทำงานทำการแล้ว อยากจะนอนหลับอย่างเดียวเลย

ไม่ไหวแล้ว วันนี้ขออู้ซักวันดีกว่า ขอนอนก่อนนะครับเจ้านาย

ราตรีสวัสดิ์ครับ